logo

LOADING 0%

ภาษา

ข่าวสารและกิจกรรม

งานเปิดตัว “สยามเจมส์ เฮอริเทจ”
24 พฤศจิกายน 2559
สยามเจมส์ เฮอร์ริเทจ เปิดตัวพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้อัญมณีไทยไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 โดยในพิพิธภัณฑ์ประกอบไปด้วยหลายโซน  เมื่อเข้ามาในโถงต้อนรับจะพบกับประติมากรรมช้างทองคำ (คุณทับทิม และพลายน้อย)  ประติมากรรมช้างทองคำสองพ่อลูก รูปทรงงามสง่าหุ้มด้วยทองคำ 99.99% และประดับเครื่องทรงด้วยแก้วนวรัตน์สีสด เยื้องย่างอยู่บนสายน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของไทย โดยมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่บนหลังคุณทับทิม ชื่อว่า “พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย” อันมีความหมายว่า พระพุทธเจ้าผู้ชนะสูงสุดเหนือสงครามมาร ด้วยพระพุทธานุภาพแห่งพระบารมีอันบริสุทธิ์ยิ่ง
ส่วนถัดไปคือ สยามเจมส์ สเฟียร์ (SIAMGEMS Sphere) โดมภาพยนต์ขนาดใหญ่จัดแสดง ภาพยนตร์เรื่อง กำเนิดอัญมณี โดยเป็นเรื่องราวของการกำเนิดของอัญมณีตามธรรมชาติ ตั้งแต่เป็นสายแร่ที่ได้รับความร้อนและแรงดันจากแกนโลกจนถูกพาขึ้นมาสู่พื้นผิวโลก กว่าจะได้รับการเจียระไนและออกแบบเป็นเครื่องประดับอันเลอค่าที่ทุกคนต่างหมายปอง ด้วยเทคนิคการฉายภาพยนตร์ระบบ 4K จากเครื่องฉายถึง 8 ตัว ให้มุมมอง 360 องศา พร้อมเทคนิคแสงสีเสียงพร้อมแสงสีเสียงที่ได้รับการออกแบบจากทีมงานด้านเทคนิคจากเยอรมนี จนรู้สึกเสมือนเข้าไปอยู่ร่วมในเรื่องราวอย่างแท้จริง
และเข้าสู่ส่วนจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่าของอัญมณีไทยผสมผสานเทคโนโลยีมัลติมีเดีย และการจัดแสดงเครื่องประดับชิ้นเอกทั้ง 5 ห้อง เริ่มต้นที่ ห้องมณีนิรันดร์ เป็นส่วนที่ให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เครื่องประดับของโลก โดยจำลองเครื่องประดับในยุคต่างๆทั่วโลกมาจัดแสดง โดยเปรียบเทียบตามยุคต่างๆ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคประวัติศาสตร์ จนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งได้เปรียบเทียบตามเวลาในแต่ละยุคกับการพัฒนาเครื่องประดับของไทยควบคู่กัน เพื่อให้เห็นพัฒนาการของการใช้อัญมณีและโลหะมีค่าของมนุษย์ในยุคต่างๆอย่างเข้าใจ ภายในงานวันนั้น มีนางแบบปรากฏตัวพร้อมชุดเครื่องประดับสุดอลังการในชื่อเซ็ท Urban Ethic ที่ใช้ Lapis Lazuli ซึ่งจัดเป็นรัตนชาติค่อนข้างหายากและถือเป็นของมีค่ามาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเริ่มมีหลักฐานการนำมาใช้ตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย อียิปต์โบราณ กรีก และโรมัน โดยเซ็ทนี้ใช้ Lapis Lazuli รวมทั้งสิ้น 577 ชิ้น
ถัดมาคือ ห้องมณีประกาย จัดแสดงและให้ความรู้เรื่องการเจียระไนอัญมณีในแบบต่างๆ รูปร่างของอัญมณีแต่ละชนิด รวมถึงการจัดแสดงอัญมณีในกลุ่มต่างๆ ทั้งที่เห็นโดยทั่วไป และกลุ่มอัญมณีหายาก อาทิ กลุ่มคอรันดัม (Corundum) อาทิ ทับทิม ไพลิน บุษราคัม กลุ่มเบริล (Beryl) เช่น มรกต อความารีน และบิกซ์ไบต์ (Bixbite) ซึ่งบางคนจะเรียกว่า มรกตสีแดง จัดเป็นอัญมณีที่หายากมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก นอกจากอัญมณีสวยงามหายากแล้ว ยังตื่นตาตื่นใจกับการใช้เทคโนโลยี มิราสโคป  (Mira Scope) ที่จะสะท้อนรูปทรงการเจียระไนของอัญมณีในรูปทรงต่างๆให้เห็นแบบรอบด้าน 3 มิติอีกด้วย โดยมีนางแบบแสดงชุดเครื่องประดับไพลิน ในชื่อผลงาน The Blessing of The Falling Rain ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผสานกลิ่นอายเครื่องประดับในยุค Art deco เครื่องประดับชุดนี้จัดแสดงในงานในวันนั้นมีความหมายที่สื่อถึงความเย็นฉ่ำของน้ำฝนดั่งสีน้ำเงินของไพลิน ส่วนเพชรและพลอยไพลินที่ประดับแทรกตามเส้นสายเป็นจังหวะเปรียดดังเม็ดฝนแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่หลั่งลงมาจากฟ้าสู่ดิน ประกอบไปด้วยสีน้ำเงินไพลินเม็ดหลัก น้ำหนัก 50.39 กะรัตและไพลินล้อม 56 เม็ด และเพชรแท้กว่า 388 เม็ด
จากนั้นเป็น ห้องมณีมงคล จัดแสดงอัญมณีที่เกี่ยวของกับความเชื่อของคนไทย 9 ชนิด หรือ นพเก้า ที่เชื่อกันว่าถ้าผู้ใดมีไว้ในครอบครองจะเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุด อันได้แก่  เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ ออกแบบเป็นชุดเครื่องประดับทั้งสร้อยคอ ต่างหู และแหวน ในชื่อชุด นวรัตนา ซึ่งเป็นการออกแบบให้เครื่องประดับนพเก้า ที่คนมองว่าเป็นเครื่องประดับของคนยุคเดิม กลับมาดูทันสมัยสามารถสวมใส่ได้อย่างสวยงามในยุคใหม่ โดยตัวเรือนทำจากเงินแท้ชุบทอง และประดับด้วยอัญมณีมงคลตามความเชื่อของไทยทั้ง 9 ชนิดรวมกว่า 1000 เม็ด
และส่วนสำคัญที่สุดของงานเปิดตัวในวันนั้นคือ  ห้องปัทมราณี จัดแสดงผลงานชิ้นเอกของ สยามเจมส์ เฮอริเทจ นั่นคือ “เดอะเทียร่า ออฟ สยามเจมส์”  เป็นมงกุฎประดับยอดด้วยทับทิมสยาม ขนาด 21.09 กะรัต อันถือเป็นราชาแห่งอัญมณีทั้งปวง โดยมีทับทิมสีแดงเป็นบริวารอีก 24 เม็ด และรายล้อมมงกฎด้วยเพชรแท้กว่า 1,946 เม็ด ได้รับรังสรรค์ผลงานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดกับฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของช่างไทยไว้เป็นหนึ่งเดียว และยังมี ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก มาสวมใส่เครื่องประดับชื่อชุด โฉมราณี ที่ประกอบไปด้วย สร้อยคอ แหวน และต่างหู ประดับด้วยทับทิมรวมกว่า 36 เม็ด  ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากหางนกยูงที่มีความอ่อนช้อยและงามสง่าดุจนางพญา
โซนสุดท้ายคือ ห้องมณีวิทยา นิทรรศการที่ให้ความรู้อย่างกระชับในเรื่องการออกแบบการขึ้นตัวเรือนของเครื่องประดับ โดยบอกถึงขั้นตอนการผลิต เริ่มต้นจากการออกแบบ ซึ่งมีทั้งการออกแบบด้วยมือ และคอมพิวเตอร์ การเจียระไนรูปแบบต่างๆ การขึ้นรูปตัวเรือน และการฝังอัญมณี รวมถึงจัดแสดงอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนการทำงาน และยิ่งไปกว่านั้นคือ ทุกคนยังได้ลองออกแบบอัญมณีบนจอทัชสกรีนด้วยตัวเองผ่านโปรแกรมพิเศษอีกด้วย
ผู้สนใจสามารถเข้าชม สยามเจมส์ เฮอริเทจ พิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้อัญมณีและเครื่องประดับไทย ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เวลาทำการตั้งแต่ 12.00 น.-17.00น. (รอบสุดท้ายเข้าชมเวลา 16.00 น.) อัตราค่าเข้าชม คนไทยราคา 200 บาท เด็กความสูงตั้งแต่ 90-135 ซม. ราคา 100 บาท ผู้ใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไปและเด็กสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าชมฟรี
กลับไปเลือกข่าวสาร